โบท็อกซ์เกาหลี ดีไหม แตกต่างจากโบทอกซ์อเมริกาอย่างไร ?

62

ในปัจจุบันคลินิกเสริมความงามมีโบท็อกซ์ให้เลือกฉีดมากมายหลายยี่ห้อ อีกทั้งยังมี โบท็อกซ์เกาหลี และของอเมริกาซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เคยทำมักจะคุ้นเคยกับของอเมริกามากกว่า เพราะถือว่าเป็นต้นตำรับโดยเฉพาะยี่ห้อ ยี่ห้อ Allergan ที่ถือว่าเป็น Original ถูกใช้ฉีดมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อมีโบท็อกซ์ของเกาหลี หลาย ๆ คนจึงตั้งข้อสงสัยว่าจะดีไหม มีประสิทธิภาพสูงหรือไม่ และมีความแตกต่างกับโบทอกซ์อเมริกาอย่างไร ดังนั้นเราจึงนำข้อมูลมาให้ดูกัน

โบท็อกซ์เกาหลี ใช้ฉีดบริเวณไหนบ้าง

โบท็อกซ์ของเกาหลี สามารถฉีดได้หลายจุดทั่วร่างกายไม่ต่างจากของอเมริกา โดยมีดังต่อไปนี้

  • หน้าผาก – ฉีดเพื่อแก้ไขริ้วรอยจากการ ขมวดคิ้ว เลิกคิ้ว การฉีดที่หน้าผากตัวยาจะอยู่ได้นานกว่าส่วนอื่น ๆ เพราะไม่ได้ถูกใช้งานมากนัก
  • ระหว่างคิ้ว รอบดวงตา หางคิ้ว – เป็นการฉีดเพื่อลดรอยตีนกา แก้ปัญหาคิ้วตก และลดริ้วรอยในบริเวณนั้น
  • โหนกแก้ม – ปรับรูปโหนกแก้มให้เล็กลง
  • ปีกจมูก – จมูกได้รูป เวลายิ้มไม่บานออก
  • ปาก – เพื่อลดริ้วรอยบริเวณรอบ ๆ  แก้ไขมุมปากคว่ำ
  • คอ – เรียวระหง
  • รักแร้ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า – ลดการทำงานต่อเหงื่อ สำหรับผู้มีเหงื่ออกง่าย
  • น่อง – ทำให้น่องดูเรียวสวยงาม

โบท็อกซ์เกาหลี กับโบท็อกซ์อเมริกาต่างกันอย่างไร

โบทอกซ์ของอเมริกา กับของเกาหลี มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาไม่ต่างกัน ที่แตกต่างกันก็คือระยะเวลาในการออกฤทธิ์ และเรื่องของราคา

โบท็อกซ์เกาหลี – ความบริสุทธิ์ของเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 98.7%  ยาจะออกฤทธิ์ยาวประมาณ 4-6 เดือน หรือยาวกว่านั้นขึ้นอยู่กับการดูแล พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และสภาพผิว ส่วนราคานั้นของเกาหลีจะถูกกว่า และพบว่าตัวยามีการออกฤทธิ์ที่เร็วกว่าของอเมริกาเล็กน้อย

โบท็อกอเมริกา – ถูกใช้เพื่อเสริมความงามมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่ตัวยาที่มีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% ทำให้โอกาสดื้อยาน้อยลงหากต้องฉีดหลาย ๆ ครั้ง ตัวยาจะกระจายแคบ การคาดคะเนการออกฤทธิ์ของโบท็อกได้แม่นยำมีอายุการใช้งานนานกว่าของเกาหลีประมาณ 20 % หรือมีระยะเวลาการออกฤทธิ์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6-12 เดือน อาจจะมากกว่านี้ได้ขึ้นอยู่กับการรักษาดูแล สภาพผิว และการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนเรื่องราคาก็จะสูงกว่าของเกาหลีเกือบเท่าตัว

สรุปก็คือ โบท็อกซ์เกาหลี สามารถใช้แก้ปัญหาริ้วรอยได้ดีพอ ๆ กับของอเมริกาอาจจะแตกต่างเรื่องของระยะเวลาการออกฤทธิ์แต่หากเปรียบเทียบกับราคาก็ถือว่าคุ้มกว่า แต่อย่างไรก็ตามหากไม่มั่นใจว่าจะเลือกใช้แบบไหนควรปรึกษาแพทย์ หรือคลินิกมีคุณภาพ มาตรฐานสูง ได้รับการรับรอง ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่า